วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4198
ประชาชาติธุรกิจ ไอเน็ตยกเครื่องลุยไอซีทีโซลูชั่น จับมือสิงเทลเชื่อมระบบข้ามปท.
"ไอเน็ต" ปรับนโยบายชูธุรกิจ "ไอซีทีโซลูชั่น" จับลูกค้าองค์กรช่วยพลิกสถานการณ์ทำกำไร ล่าสุดจับมือไมโครซอฟท์พัฒนา "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" รับเทรนด์ซอฟต์แวร์แอส อะเซอร์วิส เตรียม จับมือ "สิงเทล" เชื่อมระบบสื่อสารอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯกับสิงคโปร์
นายธี ระเมธ พกมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต กล่าวว่า แม้มูลค่าตลาดไอซีทีของปี 2552 จะมีตัวเลขต่ำสุดในรอบ 10 ปีด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ไอเน็ตสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้หลังจากขาดทุนต่อเนื่องมา 2 ปี ด้วยการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ให้บริการไอซีทีโซลูชั่น ครบวงจร
"ไอ เน็ตทำธุรกิจมา 15 ปีแล้ว เป็นอินเทอร์เน็ตโพรไวเดอร์ หรือไอเอสพีมาตลอด แต่เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตมีการแข่งขันราคาอย่าง รุนแรง ขณะที่ไอเน็ตไม่ใช่โอเปอเรเตอร์ ต้องอาศัยสายสัญญาณจากทีโอที หรือ กสท มีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือการควบคุมสูง ทำให้ปี 2551 แม้บริษัทมีรายได้ 600 ล้านบาท แต่ขาดทุนถึง 30 ล้านบาท เมื่อเริ่มปรับเป้าหมายเป็นไอซีทีโซลูชั่น แม้ปี 2552 เรามีรายได้อยู่ที่ 585 ล้านบาท แต่มีกำไร 12 ล้านบาท"
ในอดีตสัดส่วนรายได้ของบริษัท เกือบทั้งหมดมาจากธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ต แต่ปีที่แล้วรายได้ของธุรกิจไอซีทีโซลูชั่นมีสัดส่วนอยู่ที่ 60% ขณะที่บริการระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ยังมีอยู่ แต่เป็น เครือข่ายเพื่อธุรกิจ ซึ่งคำนึงถึงคุณภาพการให้บริการ ความเสถียรของระบบที่ไอเน็ตสามารถแข่งขันได้ โดยปีนี้ได้เพิ่มขนาดไฟเบอร์ออปติกถึง 10 เท่า
และเตรียมร่วมมือกับ บริษัทสิงเทลเพื่อเชื่อมระบบเมโทรแลนกับสิงคโปร์ให้สามารถเชื่อมโยงระบบสื่อ สารระหว่างอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯกับสิงคโปร์ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ
นอกจากนี้ ยังจับมือกับไมโครซอฟท์เพื่อขยายการให้บริการในรูปแบบ "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" โดยไอเน็ตจะใช้ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์มาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งไอเน็ตจะทำหน้าที่เป็นโฮสติ้งบนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ในรูปแบบ ของบริการแบบ SaaS (Software as a service) ซึ่ง SaaS ยังเป็นเรื่องใหม่ในตลาด แต่เป็นเทรนด์ในอนาคต
"เร็วๆ นี้ลูกค้าไอเน็ตจะสามารถเลือกออปชั่นได้ว่าต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ หรือใช้งานบนไมโครซอฟท์โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ซอฟต์แวร์เองทั้ง หมด แต่จะเป็นลักษณะเช่าใช้บริการจากไอเน็ตบนโครงสร้างพื้นฐานเดิม" นายธีระเมธกล่าวและว่า
ขณะเดียวกัน วางแผนจะสร้างศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (ดาต้าเซ็นเตอร์) ระดับพรีเมี่ยมสำหรับองค์กรธุรกิจชั้นนำ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีผลวิจัยจาก บริษัทชั้นนำระดับโลกชี้ชัดว่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์มีอนาคตจะเติบโตได้อย่าง มาก ทั้งจากปริมาณข้อมูลในธุรกิจที่ต้องจัดเก็บมากขึ้นตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับจาก ภาครัฐ และความต้องการข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ความเสี่ยงทางธุรกิจ ฉะนั้นการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจ
"ไอเน็ตมี กระแสเงินสดราว 400 ล้านบาท แผนการลงทุนในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การลงทุนเพื่อเสริมธุรกิจเดิมทั้งการอัพเกรดไฟเบอร์ออปติก การเชื่อมต่อเมโทรแลน การเสริมมาตรฐานการให้บริการบิสซิเนสโซลูชั่นให้แข็งแรงขึ้น อีกส่วนเป็นการลงทุนในโครงการพิเศษ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนพิจารณาผลตอบแทนการลงทุน ทั้งในส่วนของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และการสร้างอาคารสำนักงานใหม่ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะออกมาในรูปแบบไหน จะลงทุนซื้อตึกหรือจะสร้างตึกออฟฟิศใหม่ที่ใช้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ได้ด้วย"
สำหรับ ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตปีนี้ยังมีการแข่งขันราคาอย่างดุเดือด ส่วนใหญ่มุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าคอนซูเมอร์ เนื่องจากตลาดอินเทอร์เน็ตในไทยกว่า 2 ใน 3 เป็นตลาดอินเทอร์เน็ตเอดีเอสแอลของกลุ่ม คอนซูเมอร์ ซึ่งก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้
ขณะที่ตลาดลูกค้าองค์กรแต่ละปีเติบโต ไม่มาก 10-15% ส่วนตลาดไอซีที โซลูชั่นสำหรับองค์กรในไทยถือว่ายังเป็นนิชมาร์เก็ตซึ่งแข่งกันที่ความ เชี่ยวชาญเป็นหลัก คาดว่าในปีนี้ไอเน็ตยังเติบโตได้ ราว 20%