16 เทคนิค เสริมความแรงให้ คอมพิวเตอร์ 16 ทริกสำหรับทั้งมือใหม่และมือโปร พร้อมวิธีอัพเกรดอุปกรณ์ เพื่อการเร่งความเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่คิดว่าประสิทธิภาพของพีซีเป็น
เรื่องไม่สำคัญ เชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นคงไม่เคยตกแต่งภาพถ่ายเมื่อตอนไปเที่ยวในวันหยุด หรือแปลงเพลงโปรด ในแผ่นซีดีไปเป็น MP3 หรือไม่พวกเขาก็ไม่เห็นความสำคัญของเวลา ที่ผ่านไปแล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีก ซึ่งถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความคิดในแบบที่ว่า บทความนี้คง ช่วยอะไรคุณได้ไม่มาก แต่ถ้าไม่ใช่ คุณสามารถค้นหาสารพัดวิธีในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพีซีของคุณ
ถ้า เป้าหมายของคุณคือ ประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ บางทีวิธีที่ดีที่สุด และก็อาจเป็นวิธีที่ผู้คนนิยมใช้มากที่สุด ก็คือการซื้อ คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ แต่ถ้าคุณไม่มีงบมากพอ หรือเพิ่งซื้อพีซีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้มาได้ไม่นาน เราก็มีเทคนิคบางอย่างที่ช่วยนำความเร็วในการทำงานที่คุณต้องการมา ให้กับคุณได้ ทริกบางอย่างก็ทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่บางเทคนิคก็อาจเสียค่าใช้จ่ายบ้าง อย่างเช่น การอัพเกรดหน่วยความจำและฮาร์ดดิสก์ (แทนที่จะต้องอัพ เกรดทั้งระบบ) ซึ่งเราจะแนะนำวิธีอัพเกรดอุปกรณ์เหล่านี้ ในแบบแสดงให้เห็นเป็นขั้นตอน และเผยข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งเราพบผ่านการทดสอบของฝ่ายแล็บ ดังนั้นไม่ ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร เราเชื่อว่าวิธีมากมายที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ จะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วให้กับพีซีของคุณได้
16 เทคนิคเสริมความแรงให้พีซี 2000 : XP
1. ใช้ NTFS เพื่อการเข้าถึงไดรฟ์ที่เร็วกว่า
New Technology File System (NTFS) ในวินโดวส์เอ็นที, 2000 และเอ็กซ์พี จะมีคุณสมบัติใหม่หลายอย่างที่ไม่มีในระบบไฟล์แบบ FAT (ซึ่งพบในวินโดวส์ 95 และ 98) อย่างเช่นการจัดการกับไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้น จะคิดเป็นมิลลิวินาที แต่มันก็มีผลที่ทำให้คุณรู้สึกได้ ถ้าเป็น การจัดการกับไฟล์ขนาดใหญ่ที่คุณใช้งานบ่อยๆ ที่สำคัญคือ นอกจากจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการเข้าถึงไฟล์สูงขึ้นแล้ว NTFS ยังเป็นระบบไฟล์ที่ให้ความเสถียรสูงกว่า และมีการรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่าด้วย
ถ้า คุณต้องการใช้ NTFS ในกรณีที่เป็นไดรฟ์ใหม่ คุณสามารถฟอร์แมตเป็น NTFS ได้ตั้งแต่ในขั้นตอนของการติดตั้งเลย แต่ถ้าเป็นไดรฟ์ที่ใช้อยู่ คุณ สามารถใช้คำสั่ง Convert.exe เพื่อเปลี่ยนระบบไฟล์จาก FAT ไปเป็น NTFS ได้ โดยคำสั่ง Convert นั้น จะเป็นคำสั่งที่ทำงานในคอมมานด์พรอมต์ (Start / Programs / Accessories / Command Prompt) โดยรูปแบบของการออกคำสั่งจะเป็น CONVERT C: /FS:NTFS /V ซึ่งหมายถึงการแปลงไดรฟ์ C: ไปเป็น NTFS (ถ้าต้องการแป ลงไดรฟ์อื่น ก็ให้เปลี่ยนไปเป็นตัวอักษรของไดรฟ์นั้น) หรือคุณอาจพิมพ์ Convert/? เพื่อเปิดดู help ของคำสั่งนี้
98 : Me : 2000 : XP
2. เร่งความเร็วในการบูต
ถ้า สิ่งที่คุณเบื่อที่สุดก็คือ การรอเวลาที่เครื่องบูต เรามีทริกง่ายๆ ที่จะช่วยให้ระบบของคุณบูตได้เร็วขึ้น ด้วยการเข้าไปแก้ไขการตั้งค่าบางอย่างในไบออส เป็น ต้นว่า เลือกให้บูตที่ฮาร์ดดิสก์ โดยไม่ต้องไปมองหาที่ฟลอปปี้ไดรฟ์หรือซีดีรอมไดรฟ์ก่อน (การบูตที่ไดรฟ์ทั้งสองแบบนี้ จะจำเป็นก็ต่อเมื่อระบบของคุณมีปัญหา) หรือถ้าระบบของคุณไม่เก่าจนเกินไป ในไบออสก็น่าจะมีออปชัน "Quick Boot" ซึ่งจะบูตระบบโดยข้ามขั้นตอนของการตรวจสอบพลังงาน ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาไปได้ มากพอควร
วิธี ที่ดียิ่งไปกว่านั้นก็คือ แทนที่คุณจะชัตดาวน์ระบบ ก็ให้เปลี่ยนไปเป็น Standby หรือ Hibernation (ในกรณีของโน้ตบุ๊ก) แทน ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่เสีย เวลาบูตระบบใหม่เมื่อต้องการทำงาน อย่างไรก็ดี สำหรับระบบที่เป็นวินโดวส์ 95, 98 และ Me แม้ว่าจะสามารถ Standby หรือ Hibernate ได้ แต่เนื่องจากระบบเหล่านี้ จะลดความเสถียรลงเมื่อทำงานไปนานๆ คุณจึงจำเป็นต้องบูตเครื่องใหม่ทุกวัน เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น เทคนิคนี้จึงอาจใช้ไม่ได้ผลสักเท่าไร
98 : Me : 2000 : XP
3. ใช้ฟังก์ชัน DMA กับดิสก์ของคุณ
ฮาร์ดดิสก์ ที่วางขายอยู่ในปัจจุบันนั้น จะผลิตขึ้นบนเทคโนโลยีที่เรียกว่า DMA (Direct Memory Access) ซึ่งสามารถย้ายไบต์ในฮาร์ดดิสก์ไปไว้บนหน่วยความจำ ได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวประมวลผล ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก แต่ว่าในวินโดวส์บางเวอร์ชัน และโปรแกรมสำหรับการติดตั้งดิสก์บางโปรแกรม จะไม่ใช้ DMA ทั้งที่ฮาร์ดดิสก์หรือซีดีรอมไดรฟ์นั้น พร้อมรับการทำงานนี้อยู่แล้ว
แม้ ว่าฟังก์ชัน DMA จะสร้างอยู่ในดิสก์ไดรฟ์ แต่สิ่งที่จะกำหนดว่ามันจะถูกเรียกใช้ทำงานหรือไม่นั้น คือดิสก์คอนโทรลเลอร์ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปตรวจดู ได้ด้วยการคลิ้กที่ Start / Settings / Control Panel / System / Hardware / Device Manager ตามลำดับ (วินโดวส์บางเวอร์ชันอาจแตกต่างจากนี้ไปเล็กน้อย) จาก นั้นดับเบิลคลิ้กที่คอนโทรลเลอร์ IDE ATA/ATAPI เพื่อเปิดมันขึ้นมา ตามด้วยการดับเบิลคลิ้กที่ Primary IDE Channel แล้วเลือกที่แท็บ Advanced Setting
ถ้าคุณไม่พบแท็บ Advanced Setting มีความเป็นไปได้ว่าคอนโทรลเลอร์ของคุณไม่ได้ใช้งาน DMA ซึ่งในหลายกรณี อาจเป็นเพราะมี Intel Application Accelerator โหลดอยู่ ทำให้แท็บ Advanced Setting นี้หายไป ให้คุณลองเข้าไปที่ Control Panel / Add or Remove Programs เพื่อดูว่ามี Intel Application Accelerator อยู่หรือไม่ ถ้ามีให้ลอง Uninstall ออกไปก่อน (แต่คุณต้องแน่ใจว่าได้ดาวน์โหลด Intel Application Accelerator จาก
www.intel.com มาสำรองไว้แล้ว) แล้วกลับไปตรวจดู DMA อีกครั้ง
98 : Me : 2000 : XP
4. เลือกการแสดงผลที่เหมาะสม
ถ้า มอนิเตอร์ที่คุณใช้อยู่เป็นจอแบบ LCD คุณไม่มีความจำเป็นต้องเลือกการแสดงผลที่ 32 บิตสี หรือ 24 บิตสี แม้ว่ามอนิเตอร์ LCD เหล่านั้นจะสนับสนุนการทำ งานที่ความลึกของสีในระดับดังกล่าวก็ตาม ทั้งนี้เพราะจอ LCD จะไม่สามารถแสดงสีได้ทั้งหมดทุกเฉดสี ดังนั้นการลดความลึกของสีมาที่ 16 บิตสี จะไม่ส่งผลต่อการ แสดงผลบนหน้าจอมากนัก แต่มันจะช่วยให้ระบบทำงานน้อยลง และให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้นอีกมาก
และ ไม่ว่ามอนิเตอร์ของคุณจะเป็นแบบ CRT หรือ LCD การแสดงผลที่โหมดความละเอียดสูงๆ จะไม่ส่งผลดีสักเท่าไรนัก (เว้นแต่ว่าคุณมีความจำเป็นต้อง การพื้นที่แสดงผลใหญ่ๆ เช่น ใช้แสดงสเปรดชีตขนาดใหญ่) โดยถ้าคุณใช้มอนิเตอร์ 17 นิ้ว การแสดงผลหน้าจอที่โหมดความละเอียดเกินกว่า 1,024 x 768 ขึ้นไป จะทำให้ได้กราฟิกและเท็กซ์ที่มีขนาดเล็ก จนบางครั้งคุณต้องเพ่งจนหน้าแทบจะติดจอ อีกทั้งยังทำให้ระบบของคุณต้องทำงานมากขึ้นตามไปด้วย
98 : Me : 2000 : XP
5. หมั่นอัพเกรดไฟล์ DirectX
หนึ่ง ในงานที่ท้าทายของพีซี ซึ่งทำงานที่ความถี่ในระดับกิกะเฮิรซ์ก็คือ การรับมือกับเกมหรือการแสดงผลแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ซอฟต์แวร์ เหล่านี้จะพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัย DirectX เป็นตัวกลาง และนั่นก็หมายถึงว่า คุณสามารถเร่งประสิทธิภาพในการแสดงผลมัลติมีเดีย หรือวิดีโอได้ ด้วยการหมั่นอัพเดต DirectX ซึ่งคุณสามารถทำได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (เว้นแต่ค่าบริการอินเทอร์เน็ตของคุณเอง) เพราะไมโครซอฟท์จะให้คุณดาวน์โหลดได้ฟรี โดยมีศูนย์กลาง อยู่ที่เว็บไซต์ของพวกเขา (
www.microsoft.com/windows/directx )
98 : Me : 2000 : XP
6. จัดการกับการโหลดโปรแกรมที่ไม่ใช้แล้ว
ทราบ หรือไม่ว่า เมื่อคุณติดตั้งซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ใหม่ อาจมีผลทำให้มีการโหลดโปรแกรมโดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่คุณบูตระบบ และโปรแกรมเล็กๆ เหล่านี้ ก็จะเข้าไปแย่งประสิทธิภาพการทำงานของระบบคุณ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากสูญเสียประสิทธิภาพไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณก็ต้องหาทางจัดการกับโปรแกรมเหล่านี้ ซึ่ง ในวินโดวส์ 98, Me และ XP นั้น จะมียูทิลิตี้ที่เรียกว่า Msconfog.exe ที่ช่วยให้คุณจัดการกับโปรแกรมที่จะโหลดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อคุณบูตระ บบได้
คุณ สามารถใช้ยูทิลิตี้ตัวนี้กับวินโดวส์เวอร์ชันอื่นๆ ได้เช่นกัน แต่ถ้าคุณอยากได้ตัวเลือกที่ดีกว่านั้น เราอยากแนะนำให้ลองดาวน์โหลดยูทิลิตี้ Startup Cop (ไฟล์ startcop.zip) จากเว็บไซต์ของเรา (
www.pcmag.com ) ไปลองใช้ดู
98 : Me : 2000 : XP
7. ติดตั้งวินโดวส์ใหม่
เป็น วิธีที่ดีสำหรับระบบซึ่งใช้งานมานานหลายปีแล้ว ทั้งนี้เพราะยิ่งคุณใช้งานนานวันเท่าไร (ติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ หรือท่องเว็บไปมากเท่าไร) ระบบของคุณก็ยิ่ง จะช้าลงเท่านั้น อันเนื่องมาจากมันสะสมยูทิลิตี้และไดรเวอร์มากมาย ซึ่งจะโหลดในตอนบูตเครื่อง แต่ไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณ (ตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างเช่นพวกสปาย แวร์) นี่ยังไม่รวมถึงการที่ไฟล์ถูกจัดเก็บไว้อย่างกระจัดกระจาย และรีจิสทรีของคุณก็โตขึ้นเรื่อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้
การ Uninstall อาจช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่เนื่องจากมันไม่ได้ย้ายทุกอย่างออกไปหมด ไดรเวอร์หรือโปรแกรมบางตัวยังคงถูกโหลดอยู่ ซึ่งการที่คุณจะมา นั่งจัดการกับปัญหาเหล่านี้ทีละจุด ก็อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ผิดกับการที่คุณแบ็กอัพข้อมูลสำคัญเอาไว้ แล้วติดตั้งระบบใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณได้ระบบที่ใหม่เอี่ยม ไร้ปัญหาในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
การ ติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่อาจฟังดูเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ถ้าคุณแบ็กอัพข้อมูลสำคัญไว้ทั้งหมด การติดตั้งใหม่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าวิตกอย่างที่คุณคิด ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คุณต้องไม่ลืมแบ็กอัพไฟล์ หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ อย่างเช่น Favorites ของเว็บ, ชื่อและรหัสผ่านสำหรับล็อกเข้าระบบ หรือเข้าอินเทอร์เน็ต ( รวมถึงหมายเลขในการติดต่อ) เอาไว้
98 : Me : 2000 : XP
8. ออปติไมซ์สว็อปไฟล์
เช่น เดียวกับไฟล์ทั่วไป นั่นคือเมื่อมีการใช้งานไปเรื่อยๆ สว็อปไฟล์ก็อาจกระจัดกระจายอยู่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งมันก็จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน (แม้ว่า ไมโครซอฟท์จะอ้างว่าไม่มีผล แต่จากการทดลองหลายๆ ครั้งของเรา ยืนยันได้ว่ามีผล) ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คุณไม่สามารถใช้โปรแกรมดีแฟรก เพื่อจัดระเบียบให้กับ สว็อปไฟล์ได้ (ทั้งนี้เพราะในขณะที่โปรแกรมดีแฟรกทำงาน สว็อปไฟล์ก็ถูกเรียกใช้งานอยู่เช่นกัน) แต่เราก็มีเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบไฟล์เหล่านี้ ใหม่ได้
เริ่ม จากคุณต้องไปยกเลิกการทำงานของสว็อปไฟล์เสียก่อน แล้วดีแฟรกดิสก์ใหม่ จากนั้นจึงค่อยกลับไปเรียกใช้การทำงานของสว็อปไฟล์อีกครั้ง ซึ่งการ ยกเลิกหรือเรียกใช้สว็อปไฟล์นั้น ทำได้ด้วยการคลิ้กที่ Start / Control Panel / System / Performance / Virtual Memory ตามลำดับ จากนั้นเลือกที่ "Let me specify my own virtual memory settings" แต่ถ้าเป็นในวินโดวส์ 2000 ให้คลิ้กที่ Start / Control Panel / System / Advanced / Performance / Virtual Memory (Change) ตามลำดับ
ข้อมูล จากหลายกระแสเชื่อว่าการกำหนดขนาดของสว็อปไฟล์ตายตัว จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของสว็อปไฟล์สูงขึ้น ซึ่งไมโครซอฟท์ก็ไม่เห็น ด้วยอีกเช่นเคย อย่างไรก็ดี ถ้าข้ามประเด็นนี้ไป แล้วพิจารณาถึงขนาดของสว็อปไฟล์ที่เหมาะสม แหล่งข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นไม่เชื่อว่าการมีขนาดของสว็อปไฟล์ยิ่งมาก จะยิ่งดี เพราะถ้าสว็อปไฟล์มีขนาดใหญ่เกินไป จะทำให้ระบบต้องเสียเวลานานขึ้น ในการค้นหาไฟล์ที่ต้องการ โดยขนาดของสว็อปไฟล์ที่เหมาะสม น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 เท่าของหน่วยความจำที่มีอยู่ในระบบ เช่น ถ้าเครื่องของคุณมีแรม 256 เมกะไบต์ คุณก็ควรกำหนดสว็อปไฟล์ไว้ 640 เมกะไบต์
2000 : XP
9. ล็อกเคอร์แนลของวินโดวส์ไว้ในแรม
โดย ทั่วไปวินโดวส์มักจะสลับเอาโค้ดของมันออกจากหน่วยความจำ เพื่อให้มีพื้นที่ของหน่วยความจำเหลือพอสำหรับโปรแกรมอื่นๆ แต่เนื่องจากโค้ดของ วินโดวส์มักจะเป็นส่วนที่ถูกเรียกใช้งานอยู่บ่อยๆ การสลับมันออกมา อาจทำให้ระบบทำงานช้าลงได้ ดังนั้นมันจึงน่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าคุณจะกำหนดให้วินโดวส์ล็อก เคอร์แนลของมันไว้ในแรม ซึ่งคุณสามารถทำได้ ถ้าระบบของคุณมีหน่วยความจำมากพอ (512 เมกะไบต์เป็นอย่างต่ำ)
คุณ สามารถใช้โปรแกรม Regedit ซึ่งจะพบอยู่ในโฟลเดอร์ WinNT สำหรับงานนี้ (การแก้ไขรีจิสทรีเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ ถ้าคุณไม่มีความรู้จริง เพราะนั่นอาจ หมายถึงระบบของคุณจะไม่สามารถทำงานได้เลย) โดยเมื่อหน้าต่างของ Regedit ปรากฏขึ้นมา ให้คุณเข้าไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINE SYSTEM CurrentControlSet Control Session Manager Memory Management จากกรอบทางซ้าย แล้วคลิ้กที่ DisablePagingExecutive ในกรอบทางขวา จากนั้นคลิ้กที่ คำสั่ง Edit / Modify แล้วเปลี่ยนค่าเป็น 1 เสร็จแล้วให้ออกจากรีจิสทรี แล้วบูตระบบใหม่
98 : Me : 2000 : XP
10. เพิ่มความเร็วในการท่องอินเทอร์เน็ต
เมื่อ คุณเลือกใช้บริการของ ISP สำหรับเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ต ISP แต่ละรายก็จะให้การเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ตด้วยแบนด์วิดธ์ดังที่โฆษณาไว้ แต่นั่นก็ไม่ ได้หมายความว่า คุณจะสามารถเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ตได้ด้วยความเร็วดังกล่าวเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกำหนดไว้ในระบบของคุณเอง
สำหรับ ผู้ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ Dial-up คุณอาจไม่มีทางเลือกในการเพิ่มความเร็ว มากไปกว่าการกำหนดให้โมเด็มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง สุด ซึ่งก็ทำได้ด้วยการเข้าไปที่หน้าต่าง Properties ของโมเด็ม แล้วเลือกความเร็วในการเชื่อมต่อที่ 115,200 บิตต่อวินาที
แต่ ถ้าคุณใช้การเชื่อมต่อแบบ DSL บรอดแบนด์ หรือเคเบิลโมเด็ม คุณสามารถรีดความเร็วในการเชื่อมต่อได้อีก ด้วยการปรับเวลาและขนาดของแพ็กเกต ซึ่งเว็บไซต์หลายๆ แห่ง (อย่างเช่น
www.broadbandreports.com ) สามารถช่วยคุณทดสอบความเร็วในการเชื่อมต่อ และแนะนำวิธีในการปรับแต่งให้ นอกจากนี้ คุณ ยังสามารถตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น (ว่าไปช้าหรือนิ่งอยู่ที่จุดไหน) ได้โดยใช้ยูทิลิตี้ Tracert.exe ซึ่งมีอยู่ในวินโดวส์ทุกเวอร์ชัน หรือถ้าต้องการการรายงานผลแบบที่ ไม่ใช่ศัพท์เทคนิค คุณก็ต้องลงทุนหาซื้อซอฟต์แวร์อย่างเช่น VisualRoute มาใช้ แน่นอนว่าถ้าคุณยอมจ่ายเพิ่ม งานของคุณก็จะง่ายขึ้น เพราะในปัจจุบันนั้น มีซอฟต์แวร์ที่ช่วยออปติไมซ์การเชื่อมต่อให้กับคุณโดยอัตโนมัติวางขายอยู่ มากมาย ไม่ว่า จะเป็น Dr.Speed (ราคา 29.95 ดอลลาร์,
www.aluriasoftware.com ), Turbo Surfer (ราคา 29.95 ดอลลาร์,
www.turbo-surfer.com ) หรือ webRocker (ราคา 29 .95 ดอลลาร์,
www.ascentive.com )
98 : Me : 2000 : XP
11. เปลี่ยนมาใช้ยูเอสบี 2.0
เหตุ เพราะยูเอสบีเวอร์ชันแรกนั้น มีทรูพุตสูงสุดเพียงแต่ 12 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว น้อยกว่าเวอร์ชันใหม่อย่างยูเอสบี 2.0 (มีทรูพุตสูงสุดที่ 480 เมกะบิตต่อวินาที) ถึง 40 เท่า